ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน

คุณค่าของศาสนาหรือธรรมะ เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษา คู่มือมนุษย์ และงานของท่านพุทธทาสภิกขุมาพอสมควรข้าพเจ้าจึงรู้ว่า เดิมข้าพเจ้าเป็นอะไรก็บอกไม่ถูก แต่ก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน อยู่ 4 ประการ คือ รู้จักแต่เรื่องกลัว กินนอน เสพกาม และคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินตราและอุปกรณ์ให้ได้สิ่งดังกล่าวเท่านั้น แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาธรรมะ จึงทราบว่า ทรัพย์เป็นเพียงเครื่องนำมาซึ่งความปลื้มใจแบบชาวโลกเท่านั้น แต่ไม่ทำให้คนแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

มนุษย์คือใคร มนุษย์คือผู้มีใจสูง ชนิดที่กิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้เขาผู้มีใจสูงก็เป็นผู้ชนะทุกข์ หรือปราศจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราจะควรได้นั้นก็คือ ความไม่มีทุกข์โดยเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์นั่นเอง

ท่านพุทธทาสชุบชีวิตข้าพเจ้า เพราะท่านทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจแน พ้นจากการทำลายชีวิตตอนเอง ตลอดจนพ้นทุกข์จากทุกสิ่ง ที่ข้าพเจ้าและทุกชีวิตไม่พึงปรารถนา ท่านทำให้ข้าพเจ้าได้พบแนวทางชีวิตที่ถูกต้อง กล่าวคือ มุ่งไปสู่ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าจึงบูชาท่านอย่างสูงสุดและจริงใจ บัดนี้  ข้าพเจ้าภาคภูมิใจอย่างเหลือเกิน ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สมตามความหมายของคำๆนี้ และ ได้พบพระพุทธศาสนา ตรงกันข้าม หากข้าพเจ้าไม่ได้รับพบพระพุทธศาสนา หรือแนวทางชีวิตดังกล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็เสียชาติเกิด

 

ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน

      ถ้าเราเปิดหนังสือทุกเล่มที่เขียนกันในสมัยปัจจุบันอันว่าด้วย ต้นเหตุของการเกิดศาสนาแล้ว จะเห็นว่าเขาเขียนไว้เหมือนๆกัน ตรงกันที่ว่า คนป่าดั้งเดิมกลัวฟ้าผ่า ฟ้าร้อง กลัวความมืด กลัวพายุ กลัวสิ่งต่างๆที่อยู่เหนือความเข้าใจหรือความต้านทานของคนป่าเหล่านั้น และวิธีที่จะหลบหลีกอันตรายก็คือต้องแสดงอาการยอมแพ้หมอบกราบอ้อนวอนบูชา แล้วแต่คนฉลาดที่สุดในสมัยนั้น เห็นว่าตองทำตามที่ตนนึกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผีเหล่านั้นจะชอบใจ นี่นับว่า ศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกด้วยอำนาจของความกลัว และมีการปฏิบัติไปตามความกลัว

คู่มือมนุษย์เงินเดือน (พุทธทาสภิกขุ)

การได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบนั้นเป็นความสุขของคนทำงานอยู่แล้ว แต่เชื่อว่า ใครที่เป็นลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายแม้จะได้ทำในสิ่งที่ตนรัก บางคนยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะไม่ได้รักในสิ่งที่ทำ คนเหล่านี้คงประสบปัญหาหลากหลายแตกต่างกันไป

แต่เชื่อเถอะว่า ปัญหาเหล่านี้มีวิธีจัดการแน่นอน โดยผ่านหนังสือเล่มนี้ ที่เนื้อหาภายในเล่มรวบรวมมาจากความคิดของปรชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสยามประเทศ อย่างท่านพุทธทาส งานธรรมบรรยายที่ท่านได้แสดงไว้ในหลากหลายวาระ เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นแนวคิด เป้นคำสอน เพื่อบอกถึงแนวทางของการทำมาหากินและการแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง รวมถึงหนทางการสร้างตนสู่การเป็นเศรษฐี โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 บทดังนี้

1.สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ บริหารเงินอย่างไรให้พอเพียง บทนี้กล่าวถึงการแสวงหาทรัพย์สินเงินทองทั้งหลายนอกเหนือจากเงินเดือนที่เราได้รับกันในแต่ละเดือน เราจะรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างไร และทำอย่างไรเงินเดือนจึงจะพอใช้ ไม่ไปเป็นหนี้เป็นสินคนอื่นเขา

2.เป็นสุขในงาน เบิกบานในทัพย์ เรียนรู้วิธีอันชาญฉลาดในการใช้เงิน และมีความสุขกับการทำงาน ทำอย่างไรเราจึงจะมีความสุขกับเงินเดือนที่ได้มา ไม่ใช่ให้มันมาสร้างทุกข์ให้เรา บทนี้แนะนำวิธีหาทรัพย์สินเงินทองมาและเรียนรู้วิธีใช้มัน

3.ชีวิตสำราญ งานเสร็จ เป็นกันไหม ทุกเช้าตื่นขึ้นมา แล้วรู้สึกว่า ไม่อยากไปทำงานเลย หนำซ้ำพอมาถึงที่ทำงาน ก็ขึ้เกียจซะเหลือเกิน ไหนจะปัญหานุ่นนี่นั่นอีกมากมาย ลองมาเปลี่ยนความรู้สึกของคุณด้วยแนวคิดและวิธีสร้างความสุขในที่ทำงาน เพื่อให้ทุกวันเมื่อตื่นขึ้นมา คุณจะบอกกับตัวเองได้ว่า ฉันมีความสุขจังเลย

4.หนทางเป็นเศรษฐี ตามวิถีพุทธเศรษฐศาสตร์ เมื่อบริหารงานบริหารเงินเป็นแล้ว ใครที่อยากเป็นเศรษฐี ต้องอ่านบทนี้ให้ดีๆ เพราะจะบอกวิธีที่จะทำให้คุณกลายเป็นเศรษฐีได้ง่ายๆแม้ว่าจะทำงานเป็ฯลูกจ้างก็ตามทีเหอะ

5.ได้มากกว่าเงินเดือน และสูงกว่าโบนัส บทสุดท้ายเป็นการสรุปรวบยอดว่า จริงๆแล้ว สิ่งใดที่เมื่อเราทำแล้ว จะได้มากกว่าเงินเดือนและสูงกว่าโบนัสแน่นอน รวมถึงยังแพลนต่อไปถึงอนาคต เก็บไว้เป็นเสบียงสำหรับการเดินทางในชีวิตต่อไป

หากคุณหรือคนใกล้ตัวคุณยังคงทำงานอยู่ในบริษัท เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานกินเงินเดือนอยู่ละก็ ถ้าอยากก้าวข้ามขีดจำกัดความสามารถของตัวเอง อยากพัฒนาตนเอง และอยากลบความรู้สึกลบๆในการทำงาน