Uncategorized

เศรษฐกิจส่วนบุคคล

       เรื่องเศรษฐกิจส่วนบุคคลนี้ อาตมาจะเล่าเรื่องพระอานนท์กับพระเจ้าอุเทนให้ฟัง บางคนอาจจะยังไม่เคยฟัง อยากจะเล่าให้ฟังในฐานะที่ขอให้ถือว่าเป็น หลักทางเศรษฐกิจในพระพุทธศาสนา

       พระอุเทนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สงสัยว่าภิกษุนี้จะเป็นอยู่อย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ได้ประหยัด จึงไปซักถามพระอานนท์
ใช้จีวรอย่างไร ในเมื่อมันเก่าแล้ว พระอานนท์ตอบว่า “ปะ”
ถ้ามันเก่าเข้าไปอีก มันจะเปื่อยเล่า ก็ดามเป็น 2 ชั้น
ถ้าดามเป็น 2 ชั้น ก็ไม่ไหวแล้ว ก็ทำอย่างไร เอามาพับๆเข้าทำเป็นที่นอน เป็นผ้าปูที่นอน
ถ้านอนเป็นผ้าปูที่นอนไม่ไหวแล้ว มันเปื่อยแล้ว ก็เอามาพับให้หนาขึ้นอีก ทำผ้ารองนั่งเป็นอาสนะเล็กๆ
ถ้าเป็นอาสนะเล็กๆก็ไม่ไหวอีกแล้ว มันเปื่อยแล้วจะทำอะไร เอามาทำผ้าเช็ดเท้า
ถ้าทำเป็นผ้าเช็ดเท้าไม่ได้ แล้วจะทำอะไร ก็เอาไปเผาไฟ เอาขี้เถ้ามาคลุกกับมูลวัว แล้วก็ฉาบผนังกุฏิ ที่ทำด้วยดินให้ใหม่ ให้มันสะอาดขึ้นมา ให้ให้หมดที่เป็นขี้เถ้า ทุกอณู ทุกๆส่วนของขี้เถ้า

พระเจ้าอุเทนจึงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา คิดดูเถอะว่าแม้แต่เรื่องประหยัด ก็ทำให้คนอื่นเลื่อมใสในธรรมมะ ในพระพุทธศาสนาได้

เดี๋ยวนี้เราไม่มีศีลธรรม นี้ต้องขอสารภาพว่า แม้ภิกษุสามเณรก็ไม่มีศีลธรรมในข้อนี้ ใช้จีวรใช้อะไรหยาบคาย แล้วก็ทิ้งก่อนจะใช้ให้ถึงที่สุด อย่างนี้ที่มันเป็นความเปลี่ยนแปลงของโลก จะโทษกันนักก็ไม่ได้

อาตมาก็พูดว่า ถ้าโยมอย่าถวายให้มันมากนักก็จะดี ไม่ว่าจะเก็บไว้ที่ไหนแล้ว มันเป็นความเปลี่ยนแปลงเข้าใจผิดทบกันไปทบกันมา จนกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าดูขึ้นมาอย่างนี้

พุทธศาสนาไม่ประสงค์การคาดคะเน

๕.  โดยเหตุผลที่ยังมีคนมีความทุกข์ทั้งที่ไดกราบไหว้บุช้าหรือทำพิธีรีตองต่างๆอยู่จงถือว่าไม่เป็นหนทางที่จะเอาตัวรอดได้ ฉะนั้นเราจะต้องพิจารณาโดยละเอียดลออให้รู้ ให้เขาใจว่าอะไรเป็นอะไร แล้วปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆให้ถูกต้อง

 

. พุทธศาสนาไม่ประสงค์การคาดคะเน หรือทำอย่างที่เรียกเยกวาเผื่อจะเป็นอย่างนั้นเผื่อจะเป็นอย่างนี้ เราจะทำไปตรงๆตามที่มองเห็นด้วยปัญหาของตัวเอง โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น แม้จะมีคนอื่นมาบอกให้ ก็ไมได้หมายความว่าจะต้องเชื่อเขาทันที เราจะต้องฟังและพิจารณาเห็นจริงว่าเป็นสิ่งที่เป็นไป แล้วจึงเชื่อ และพยายามทำให้ปรากฏผลด้วยตัวเอง

 

๗. ศาสนาเหมือนกับของหลายเหลี่ยม ดูเหลี่ยมหนึ่งมันก็เป็นไปอย่างหนึ่ง ดูอีกเหลี่ยมหนึ่งมันก็เป็นไปอีกอย่างหนึ่งแล้วแต่ว่าบุคคลนั้นจะถือหลักการคิดในแนวไหนก้จะเห็นตามศาสนาเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างกันได้ แม้พุทธศาสนาก็ตกอยู่ในลักษณะเช่นนี้

 

        ๘. คนเราย่อมเชื่อความคิดเห็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น ความจริงหรือสัจจะสำหรับคนหนึ่งๆนั้น มันอยู่ตรงที่ว่าเขาเข้าใจและมองเห็นเท่าไรเท่านั้นเอง สิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนเราเข้าถึงปัญหาหนึ่งๆได้ตื้นลึกกว่ากัน หรือด้วยลักษณะที่ต่างกันและด้วยสติปัญญาที่ต่างกัน สิ่งใดที่อยู่เหนือสติปัญญาความรู้ความเข้าใจของตน หรือตนยังไม่เข้าใจ คนนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นความจริงของเขา ถ้าเขาจะพลอยว่าจริงไปตามผู้อื่นเข้าก็รู้สึกอยู่แก่ใจว่า ไม่เป้นความแท้จริงของเขาเลย

 

๙. ความจริงของหนึ่งๆนั้น จะเดินหน้าได้เสมอ ตามสติปัญญา ความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นทุกๆวัน จนกว่าจะถึงความจริงขั้นสุดท้าย คนเรีมการศึกษามาต่างกัน และมีหลักพิจารณาสำหรับจะเชื่อต่างๆกัน ฉะนั้น ถ้าจะเอาสติปัญญาที่ต่างันมาดูพุทธศาสนาก็จะกิดความคิดเห็นต่างันไป ทั้งนี้เพราะว่าพุทธศาสนาก้มีอะไรๆ ครบทึกอย่างที่จะให้คนดู

สูบบุหรี่เพื่อทำให้ร่างกายมันเสียหายไปโดยเร็ว

   

 

สูบบุหรี่เพื่อทำให้ร่างกายมันเสียหายไปโดยเร็ว

มันเป็นโรคภัยไข้เจ็บ มันก็ทำให้เงินเดือนไม่พอใช้ กินเหล้าเพื่อให้อยู่ดีๆ กลายเป็นคนบ้า มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เงินเดือนไม่พอใช้ หยุดสูบบุหรี่ หยุดกินเหล้า 2 อย่างเท่านั้นแหละ เงินเดือนก็จะกระเตื้องขึ้นมาในทางที่พอใช้ เพราะมันไม่ทำผิด ทำให้เสียหายเกิดโรคภัยไข้เจ็บเกิดคดีถ้อยความอะไรต่างๆที่ต้องเสียเงินอีกส่วนหนึ่งต่างหากเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น เพราะว่าอย่าไปทำให้ส่วนเกินอย่างนี้

การบำรุงบำเรอร่างกาย ตามที่ปรากฏอยู่ในอุโมงค์โบสถ์ศีล บจจคีตวาทิตวิสูกกสุสนา มาลาคนธวิเลปนธารณมญฑนวิภูสนฎฐานา อุโบสถศีลข้อที่ 7 การบำรุงบำเรอร่างกายในส่วนเกิด ก็หยุดกันเสียที

มันก็ไม่เปลือง ทำให้เงินเดือนพอใช้เหมือนกัน ฉะนั้น การใส่เสื้อสวยๆเพื่อความสวยๆแพงๆนี้ก็หยุดกันเสียที ใช้เสื้อธรรมดาไม่ต้องประดับประดาเพื่อหลอกตัวเองว่ามันสวย มันจะเหมือนคนป่าในประเทศที่ยังเป็นป่า หรือเหมือนกับคนบ้าที่เอาอะไรมาประดับประดาแขวนเข้าที่ตัวแล้วก็มองว่าสวย

เดี่ยวนี้เราก็ไปซื้อเสื้อที่มีสีเขียว สีแดง สีเหลือง อย่าที่ใส่กันอยู่ เดี่ยวนี้ก็มีหลายน อาตมาขอระบุอย่างนี้ว่ามันไม่จำเป็น เขาใส่เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าเรามันสวย เหมือนกับคนบ้าเอาอะไรมาแขวนที่ตัวแล้วมองดูตัวว่ามันสวยก็ออกท่าว่าเราเป็นคนสวย นี้มันเป็นส่วนเกิด มันทำลายเศรษฐกิจตามทัศนะของพุทธบริษัทอย่างแท้จริง เป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจขึ้นมา มันเป็นเศรษฐกิจของกิเลสตัณหาที่กิเลสตัณหามันต้องการ

ฉะนั้น เครื่องใช้ไม้สอยภายในบ้านในเรือน แม่แต่ตัวเรือนที่จะอยู่อาศัยอย่าอย่าให้มันเกินไป อย่าให้ต้องมีเรือนราคาหมื่นๆ แล้วยังไม่พอใจ ต้องการเรือนราคาแสน ราคาแสนแล้วยังไม่พอใจต้องการเรือนราคาล้าน รถยนต์ก็เหมือนกัน คันที่มีราคาหมื่นๆไม่พอใจ เลื่อนขึ้นไปเป็นแสนๆ กระทั่งเลื่อนขึ้นเป็นล้านๆ นี้มันเป็นคนวิกลจริตในทางเศรษฐกิจ ตามความหมายอันแท้จริงของคำๆนี้ตามทัศนะของพุทธบริษัท

ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน

คุณค่าของศาสนาหรือธรรมะ เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษา คู่มือมนุษย์ และงานของท่านพุทธทาสภิกขุมาพอสมควรข้าพเจ้าจึงรู้ว่า เดิมข้าพเจ้าเป็นอะไรก็บอกไม่ถูก แต่ก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน อยู่ 4 ประการ คือ รู้จักแต่เรื่องกลัว กินนอน เสพกาม และคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินตราและอุปกรณ์ให้ได้สิ่งดังกล่าวเท่านั้น แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาธรรมะ จึงทราบว่า ทรัพย์เป็นเพียงเครื่องนำมาซึ่งความปลื้มใจแบบชาวโลกเท่านั้น แต่ไม่ทำให้คนแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

มนุษย์คือใคร มนุษย์คือผู้มีใจสูง ชนิดที่กิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้ เมื่อท่วมทับไม่ได้เขาผู้มีใจสูงก็เป็นผู้ชนะทุกข์ หรือปราศจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราจะควรได้นั้นก็คือ ความไม่มีทุกข์โดยเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์นั่นเอง

ท่านพุทธทาสชุบชีวิตข้าพเจ้า เพราะท่านทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจแน พ้นจากการทำลายชีวิตตอนเอง ตลอดจนพ้นทุกข์จากทุกสิ่ง ที่ข้าพเจ้าและทุกชีวิตไม่พึงปรารถนา ท่านทำให้ข้าพเจ้าได้พบแนวทางชีวิตที่ถูกต้อง กล่าวคือ มุ่งไปสู่ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าจึงบูชาท่านอย่างสูงสุดและจริงใจ บัดนี้  ข้าพเจ้าภาคภูมิใจอย่างเหลือเกิน ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สมตามความหมายของคำๆนี้ และ ได้พบพระพุทธศาสนา ตรงกันข้าม หากข้าพเจ้าไม่ได้รับพบพระพุทธศาสนา หรือแนวทางชีวิตดังกล่าวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็เสียชาติเกิด

 

ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน

      ถ้าเราเปิดหนังสือทุกเล่มที่เขียนกันในสมัยปัจจุบันอันว่าด้วย ต้นเหตุของการเกิดศาสนาแล้ว จะเห็นว่าเขาเขียนไว้เหมือนๆกัน ตรงกันที่ว่า คนป่าดั้งเดิมกลัวฟ้าผ่า ฟ้าร้อง กลัวความมืด กลัวพายุ กลัวสิ่งต่างๆที่อยู่เหนือความเข้าใจหรือความต้านทานของคนป่าเหล่านั้น และวิธีที่จะหลบหลีกอันตรายก็คือต้องแสดงอาการยอมแพ้หมอบกราบอ้อนวอนบูชา แล้วแต่คนฉลาดที่สุดในสมัยนั้น เห็นว่าตองทำตามที่ตนนึกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผีเหล่านั้นจะชอบใจ นี่นับว่า ศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกด้วยอำนาจของความกลัว และมีการปฏิบัติไปตามความกลัว

คู่มือมนุษย์เงินเดือน (พุทธทาสภิกขุ)

การได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบนั้นเป็นความสุขของคนทำงานอยู่แล้ว แต่เชื่อว่า ใครที่เป็นลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายแม้จะได้ทำในสิ่งที่ตนรัก บางคนยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะไม่ได้รักในสิ่งที่ทำ คนเหล่านี้คงประสบปัญหาหลากหลายแตกต่างกันไป

แต่เชื่อเถอะว่า ปัญหาเหล่านี้มีวิธีจัดการแน่นอน โดยผ่านหนังสือเล่มนี้ ที่เนื้อหาภายในเล่มรวบรวมมาจากความคิดของปรชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสยามประเทศ อย่างท่านพุทธทาส งานธรรมบรรยายที่ท่านได้แสดงไว้ในหลากหลายวาระ เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นแนวคิด เป้นคำสอน เพื่อบอกถึงแนวทางของการทำมาหากินและการแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง รวมถึงหนทางการสร้างตนสู่การเป็นเศรษฐี โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 บทดังนี้

1.สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ บริหารเงินอย่างไรให้พอเพียง บทนี้กล่าวถึงการแสวงหาทรัพย์สินเงินทองทั้งหลายนอกเหนือจากเงินเดือนที่เราได้รับกันในแต่ละเดือน เราจะรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างไร และทำอย่างไรเงินเดือนจึงจะพอใช้ ไม่ไปเป็นหนี้เป็นสินคนอื่นเขา

2.เป็นสุขในงาน เบิกบานในทัพย์ เรียนรู้วิธีอันชาญฉลาดในการใช้เงิน และมีความสุขกับการทำงาน ทำอย่างไรเราจึงจะมีความสุขกับเงินเดือนที่ได้มา ไม่ใช่ให้มันมาสร้างทุกข์ให้เรา บทนี้แนะนำวิธีหาทรัพย์สินเงินทองมาและเรียนรู้วิธีใช้มัน

3.ชีวิตสำราญ งานเสร็จ เป็นกันไหม ทุกเช้าตื่นขึ้นมา แล้วรู้สึกว่า ไม่อยากไปทำงานเลย หนำซ้ำพอมาถึงที่ทำงาน ก็ขึ้เกียจซะเหลือเกิน ไหนจะปัญหานุ่นนี่นั่นอีกมากมาย ลองมาเปลี่ยนความรู้สึกของคุณด้วยแนวคิดและวิธีสร้างความสุขในที่ทำงาน เพื่อให้ทุกวันเมื่อตื่นขึ้นมา คุณจะบอกกับตัวเองได้ว่า ฉันมีความสุขจังเลย

4.หนทางเป็นเศรษฐี ตามวิถีพุทธเศรษฐศาสตร์ เมื่อบริหารงานบริหารเงินเป็นแล้ว ใครที่อยากเป็นเศรษฐี ต้องอ่านบทนี้ให้ดีๆ เพราะจะบอกวิธีที่จะทำให้คุณกลายเป็นเศรษฐีได้ง่ายๆแม้ว่าจะทำงานเป็ฯลูกจ้างก็ตามทีเหอะ

5.ได้มากกว่าเงินเดือน และสูงกว่าโบนัส บทสุดท้ายเป็นการสรุปรวบยอดว่า จริงๆแล้ว สิ่งใดที่เมื่อเราทำแล้ว จะได้มากกว่าเงินเดือนและสูงกว่าโบนัสแน่นอน รวมถึงยังแพลนต่อไปถึงอนาคต เก็บไว้เป็นเสบียงสำหรับการเดินทางในชีวิตต่อไป

หากคุณหรือคนใกล้ตัวคุณยังคงทำงานอยู่ในบริษัท เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานกินเงินเดือนอยู่ละก็ ถ้าอยากก้าวข้ามขีดจำกัดความสามารถของตัวเอง อยากพัฒนาตนเอง และอยากลบความรู้สึกลบๆในการทำงาน